Monday, September 14, 2009

7 วัน 34 ชั่วโมง กับ Yes!+ : จบ(เหอะ)

ความเดิม
7 วัน 34 ชั่วโมง กับ Yes!+ : เท้าความ และ 7 วัน 34 ชั่วโมง กับ Yes!+ : รวบยอด


ว่าต่อ

หลังจากจบคอร์ส วันอาทิตย์ (06/09/09) ผมก็ต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เพื่อไปสอบวัดผล หรือที่พวกเค้าเรียกว่า "Upgrade"
เช้าวันอาทิตย์สำหรับผมเวลา 6 โมงครึ่ง สำหรับผมและใครหลายคน คงเรียกได้ว่าเป็นเวลาที่โคตรจะสุขสุดๆ กำลังหลับสนิท เงียบ และวันนั้นฝนตกพรำๆด้วย โอ้ววว
ผมขี่ไอ้เจ้า Bajaj เพื่อน(start)ยาก คันเก่งไปรับสาวคนเดิมที่ไปกลับด้วยทุกวัน..... แม่สาวคนนี้ เธอไม่เบาทีเดียวครับ น่าจะราว 90++ ได้ เล่นเอาผมปวดแขนเวลาขี่รถใช้ได้เลยล่ะ
ก่อนไปถึงบ้านสาว แวะจิบชาซะหน่อย ก็มันหนาวชิบ ซัดไป 2 แก้ว อุ่นขึ้นหน่อย รับเสร็จไปถึงที่หมายก่อนเวลา ประมาณ 10 นาทีได้(เริ่ม 7 โมง)

เหมือนเคย เริ่มต้นด้วยยืดเส้นสาย และตามด้วยโยคะ ใ้ช้เวลาไปประมาณ 2 ชั่วโมงได้ ตอนนี้ร้อนตับแลบครับ จะไม่ร้อนได้ไง ก็ใส่เสื้อผ้าร่มทำโยคะ(ตอนแรกมันหนาวอ่ะ) จริงๆมันเริ่มร้อนตั้งแต่ท่าไหว้พระอาทิตย์รอบที่ 3 แล้ว แต่ติดพันเลยไม่ได้ถอด

จบกระบวนการ ก็มีอาจารย์มานั่งคุยด้วยซักพัก แล้วก็บังเอิญเป็นวันเกิดอาจารย์พอดี เลยโดนฉลองกันไป เค้กเต็มหน้า เบ็ดเสร็จ ขณะนี้เกือบ 10 โมง

ต่อด้วยการแสดงของแต่ละกลุ่ม ที่ใช้สิ่งที่เรียนมา สอดแทรกไปกับการแสดงให้ได้ ก็มีทั้งกลุ่มที่ผลัดกันบรรยายปากเปล่า และแสดงเป็นละคร จบ ตอนนี้ 10 ครึ่งครับ


เข้าสู่เวลาที่ตูรอคอย(ด้วยความหวั่นใจ) กิจกรรมนี้คือ นับตั้งแต่นี้ 10.30 AM ไปจนถึง 2.30 PM
  • ห้ามกินอะไรเลย น้ำก็ห้าม
  • ห้ามใช้โทรศัพท์
  • ห้ามติดต่อเพื่อนๆ หรือทางบ้าน
  • ยิ้มตลอดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
  • ทุ่มเต็มที่ 100%
  • กลับมาเจอกันที่เดิม 2.30
ให้รวมเงินคนในกลุ่มให้ได้ 50 แล้วออกไปข้างนอก ทำให้เงินเพิ่มมาอีก 150 ให้ได้ โดย
  • ห้ามขอ
  • ห้ามยืม
  • ห้ามขโมย
  • ห้ามพนัน
กลุ่มข้าพเจ้า ได้คำแนะนำจากรุ่นพี่(ชาย)ท่านนึง นามว่า "เมถุน" (ชื่อนี้จริงๆ)(กรุณาอ่านออกสำเนียงใต้ = เมทุ้น) ว่าให้ไปหางานจากตามบ้าน แลกกับเงิน
กลุ่มผมนำโดย หัวหน้าทีมหญิง ลูกทีมหญิง 2 คน และผม รวม 4 ชีวิต เดินต๊อกๆไปตามบ้าน

บ้านที่ 1
หัวหน้าทีม : เปิด
ลูกทีมหญิง 2 คน : ตาม
ผม : ยืนยิ้ม

บ้านที่ 2
หัวหน้าทีม : เปิด
ลูกทีมหญิง 2 คน : ตาม
ผม : ยืนยิ้ม

บ้านที่ 3
หัวหน้าทีม : เปิด
ลูกทีมหญิง 2 คน : ตาม
ผม : ยืนยิ้ม

บ้านที่ xxx
หัวหน้าทีม : เปิด
ลูกทีมหญิง 2 คน : ตาม
ผม : ยืนยิ้ม
.
.
.
.
.
ก็ตูพูดฮินดีก็ไม่ได้ คานาดาก็ไม่ได้ ก็ยิ้มให้กำลังใจเพื่อนเดะ

ไปเจอร้านอาหารกล่อมลุงสำเร็จ ทำความสะอาดร้านไป เก็บโต๊ะ เก็บของ ได้มา 100 รูปี โอ้วววว ลุงแกช่างใจดี พวกเราขอบคุณแล้ว ขอบคุณอีก

เจอบ้านผู้มีอันจะกิน(รวยมากๆสำหรับแขก) เห็นว่าเป็นบ้าน Minister เจอเมียแกครับ เพื่อนๆจัดไป ตูยืนยิ้ม ไม่รู้คุยกันอีท่าไหน เมียแก ให้คนรถขับรถพาเรา 4 คนไปโรงงานแกซะงั้น เป็นโรงงานซัก อบ รีดผ้า สำหรับโรงแรมโดยเฉพาะ เรา 4 คนโดนแยกไปทำงานคนละอย่าง
  • งานแรก : แยกใบเสร็จส่งผ้าซัก จากกองใบเสร็จขนาด 1 คนโอบ(เกือบไม่มิด) จัดลงแฟ้ม แยกตามชื่อโรงแรม และเรียงวันที่ --> เพื่อนหันมามองหน้าผมอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย แล้วส่งสายตาบอกว่า "จัดไป"
  • งานสอง : กรอกสมุดบัญชี จากใบเสร็จ อีกชุดนึง ซึ่งเป็นของวันนี้เท่านั้น ลงรายการแยกตามชื่อโรงแรม ประเภทของผ้า
  • งานสาม : จัดเสื้อผ้าที่รีดเสร็จแล้วขึ้นแขวนราว โดยจับคู่เสื้อและกางเกงให้ถูก จะมีหมายเลขเขียนหรือเย็บติดไว้ที่ด้านในเสื้อผ้า
  • งานสี่ : รีดผ้า.....ด้วยเตารีดไอน้ำของโรงงาน ที่มีแรงดันไอน้ำมากกว่า ของที่ใช้ตามบ้านประมาณ 2-3 เท่าได้ โอ้ววววว
ใช้เวลาไปร่วม 2 ชั่วโมงที่โรงงานนี้ได้เงินมา 250 รูปี แน่ะ

หลังจากนั้นก็ได้ไปล้างรถ(เช็ดมากกว่า) ดายหญ้า เก็บขยะ(เข่งใหญ่ๆ) ล้างสระ ได้มา 200 รูปี ณ บ้านคนรวยอีกหลังหนึ่ง


กลับไปรวมพลที่นัดหมาย ท่ามกลางสายฝน(รอบที่ 2) สรุปเงินที่หาได้ เล่ารายละเอียด รุ่นพี่เป็นคนสรุปข้อคิดและผลจากกิจกรรมนี้ให้ฟัง อันมีใจความสำคัญว่า
  • ปัญหาต่างๆอาจเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ และเต็มไปด้้วยเงื่อนไขมากมาย ไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม แต่จงทำตัวและใจให้พร้อมรับ ยิ้มสู้ และใช้ปัญญาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ไปพร้อมกับเพื่อน หนักก็จะเป็นเบา และแก้ได้เอง
หลังจากนั้นก็กินข้าวด้วยกัน แบบหมดแรง และหิวโซ ผมกินไม่ลงเพราะเลยเวลาไปมากแล้ว บ่าย 3 แล้วครับตอนนี้ ผมจึงดื่มแต่น้ำเปล่าเท่านั้น ฝนตกลงมาอีกครั้ง คราวนี้หนักสุด(ครั้งที่ 3 แล้ววันนี้) กะจะไม่ให้กลับบ้านหรือไงเนี่ย

ผมกับเพื่อนผู้ชายช่วยเก็บโต๊ะเข้าห้องตามปรกติ ขณะเดียวกัน แม่สาวที่ผมต้องไปส่งก็ยืนส่งเสียงเร่งผมยิกๆ ว่าจะกลับบ้าน โดยที่ฝนก็ยังคงตกอยู่ แต่เบาลงแล้ว ปรกติ she ก็แบบนี้ทุกวัน เลิกเป็นชิ่ง เร่งผมยิกๆ ไม่ได้อย่างใจก็หายไปรอชั้นล่างนั่งฟังเพลงสบายใจ ไม่ช่วยงานใคร

ผมก็รีบช่วยงานให้เสร็จ แล้วไปส่งเธอ เพราะเข้าใจว่าเธอรีบจริง สามีและลูกคงจะรออยู่ที่บ้าน แต่ที่ไหนได้ ขี่รถยังไม่ถึงไหนเธอก็บอกให้แวะซื้อขนม ดูผ้า ซื้อกระดาษวาดเขียนไปทำงานส่งที่ college, etc. เป็นอย่างนี้ทุกวัน ขนมก็หมดตั้งแต่ร้านที่ 2 ที่แวะ และพอถึงหน้าตึก ก็ไม่เข้าบ้าน แวะบ้านเพื่อนข้างไปคุยต่ออีกนาน

ผมไม่ได้สอดรู้นะครับ แต่มีอยู่วันนึง เค้าบอกให้ผมรอก่อน(4 ทุ่มกว่า) ขอแวะคุยกับเพื่อนเดี๋ยวนึง กว่าจะออกมาได้ก็เกือบ 5 ทุ่ม แล้วก็บอกผมว่า พรุ่งนี้ เวลาเดิมนะ Good Night ........................ เจองี้ ปวดตับเลย พูดไม่ออก


ไม่เข้าใจว่าทำไม่แขกถึงมีนิสัยชอบให้คนอื่นรอนัก สัญญามักไม่ไม่สัญญา เช่น บอกว่าจะมาวันนี้ มันมาอีก 4 วันให้หลัง บอกว่าให้รอ 2 นาที = รอ 10 นาที บอกให้มาอีกทีตอนบ่าย = มาพรุ่งนี้ใหม่ เจ้าของร้านของชำขายของให้ลูกค้าแบบพร้อมๆกัน มาก่อนมาหลังไม่เกี่ยว มาหลังเสร็จก่อน มาก่อนเสร็จหลัง บ่อยไป ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของของที่จะซื้อ และอีกหลายๆอย่าง เยอะมาก เอาเป็นว่า คนไทยที่จะมาอยู่อินเดียแบบใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่มาเที่ยว คงจะเกิดอาการ Culture Shock เหมือนกันหมด ผมชินแล้วครับ เรื่องแบบนี้ อยู่มาปีกว่า เกือบปีครึ่ง มันสอนอะไรได้หลายอย่าง ใครปล่อยวางไม่ได้ ก็หาความสุขไม่ได้ ใครปรับตัวไม่ได้ ก็อยู่ไม่ได้(กลับไทยกันไปเยอะแล้วครับ) มองคนให้มองอย่างเปิดใจ และใช้สติ ทุกคนล้วนมีขาวมีดำในตัวเองทั้งนั้น อยู่ที่เราจะเลือกมองเค้าแบบไหน


นอกเรื่องไปไกล กลับมาต่อ สรุปประกาศนียบัตรยังไม่ได้ต้องไปวันอาทิตย์หน้า(13/09/09)อีกรอบ ขอเล่าเลยแล้วกัน ผมไม่ได้ไป ผมติดเรียน อาจารย์นัดเพิ่ม และถึงไม่มีเรียนผมก็ไม่ไปแล้ว ผมเหนื่อย และมันเอาเวลาที่ผมสามารถทำอะไรที่เกิดประโยชน์ได้มากกว่านั้น 7 โมงเช้า ถึง บ่าย 3 โมง มากเกินไป มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ผมมาอินเดียก็เพื่อเรียน ผมไม่ได้บอกว่ากิจกรรมไม่ดี แต่หน้าที่หลักก็ต้องมาก่อน สรุปอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมอยู่บ้านซักผ้า ทำโปรเจ็ค อ่านหนังสือ โทรคุยกับพ่อแม่

สรุป(อีกที)
  • กิจกรรมดี แต่เปลืองเวลามาก และแขกเป็นพวกไม่รักษาเวลาอย่างที่สุด อันนี้ผมไม่ชอบ
  • โยคะดี แต่หลังจากที่คุณทำเป็นแล้ว ฝึกต่อที่บ้านก็ได้ครับ เว้นแต่อยากฝึกขั้นที่ยากขึ้น
  • เรื่องหลายเรื่อง เรารู้ดีอยู่แล้ว อะไรดี อะไรไม่ดี ถึงไม่มีกิจกรรมนี้ ถ้าคุณเตือนตัวเองเสมอๆ ก็ไม่ต้องให้ใครมาบอกหรอกครับ กิจกรรมนี้เป็นแค่ตัวกระตุ้นเท่านั้น ดีชั่ว อยู่ที่ตัวทำครับ
วันนี้บ่นมากเหลือเกิน ขอจบห้วนๆเลยละกัน

ปล. เขียนไว้ตั้งแต่ 14/09/09 เพิ่งจะมาโพสเอา 07/10/09 ดองซะเ่่น่า

Monday, September 7, 2009

7 วัน 34 ชั่วโมง กับ Yes!+ : รวบยอด

ความเดิมตอนที่แล้ว เกริ่นไว้ถึงไหนจำไม่ได้ แถมลืมบอกไปอีก link นึง Art Of Living

และนี่คือโฉมหน้าของ Sri Sri Ravi Shankar บุคคลที่เค้าเรียกกันว่า Guruji ผู้คิดค้นและก่อตั้ง Art Of Living


เข้าเรื่องดีกว่า อันที่จริงไอ้วิธีการปฏิบัติภายในชั้นเรียนนี้ เป็นความลับทางราชการขั้นสูง ไม่สามารถเผยแพร่ได้ เพราะไอ้คนจัดมันกลัวว่า ใครรู้แล้วจะไม่ยอมเสียเงินไปเข้าเรียนด้วย แต่ตูจะบอก

เรียนตั้งแต่ 27/08/09 - 02/09/09 เวลา 5pm-9pm(จริงๆแล้ว 10pm เพราะ late)

การเรียนการสอนของเค้า ว่าด้วยเรื่องของศิลปะแห่งการใช้ชีวิต(ตามชื่อเลย) กิจกรรมที่ทำเน้นการปฏิบัติให้เกิดความเข้าใจด้วยร่างกาย และให้คำอธิบายถึงเหตุและผลของกิจกรรมนั้นๆ ว่าเพื่ออะไร และได้อะไรบ้าง

วันแรก: พูดคุย นันทนาการแฝงแนวคิด Pranayama และ Sudarshan Kriya
  • ชื่อแปลก 2 ชื่อข้างบนนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสมาธิ(Meditation) และโยคะ (อ่านว่า พรา-นา-ยา-มา กับ สุ-ดา-ชาน กริ-ยา) เข้าใจว่าเป็นภาษาสันสกฤต ความหมายอย่ามาถาม ไม่อยากโชว์โง่ 555
  • Pranayama มีทั้งหมด 3 ขั้นด้วยกัน ขั้นแรกกับขั้นสองทำอย่างละ 8 ครั้ง ขั้นสามทำ 6 ครั้ง
วันที่ 2: เพิ่ม Surya namaskar และ So Hum Mantra
  • ท่าแรก ท่าไหว้พระอาทิตย์ครับ(อ่านว่า สุ-ริ-ยา นะ-มัด-สะ-การ์) น่าจะรู้จักกันดี (ฝึก 6 รอบ ขวา+ซ้าย นับเป็น 1 รอบ)
  • ท่าสอง ขอเรียกว่า โซ-ฮัม แล้วกันครับ (มัน-ตรา หมายถึงเสียงที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก) ท่านี้เล่นเอาผมประสาทสัมผัสชาไปหมดทั้งตัว โดยของผมเริ่มชาที่บริเวณดั้งจมูกก่อน แล้วถัดไปที่กลางศีรษะ แล้วก็ลามไปทั้งตัวครับ มือ 2 ข้างหงิกตะคริวกินเหมือน "กรณีหมูแดงขับรถชนรถเมล์" เลยอ่ะ หลังจากได้พักก็หลับเป็นตายครับ (ฝึก6 รอบ)(ช่วงพักมีช่วงนึง ผมหายใจขัด เหมือนจะชัก ประมาณ 5-10 วินาทีได้ นึกว่าจะตายซะแล้ว ไม่รู้คนอื่นเป็นหรือเปล่า แต่อาจารย์บอกว่าเป็นเรื่องปรกติ จะค่อยดีขึ้นเองเมื่อฝึกบ่อยๆ)
ทุกวันหลังจากนี้จะฝึกโยคะเหมือนกันหมด แต่จะเรียนหัวข้อใหม่ทุกวัน โดยที่เค้าจะให้ทำกิจกรรมก่อน แล้วค่อยสอนความรู้ที่ได้จากกิจกรรมตบท้ายทุกกิจกรรม และมีการบ้าน!!!!! ครับผม โอ้ววว

วันที่ 4 พิเศษหน่อย วันนี้วันอาทิตย์ เค้าให้ไปตั้งแต่ 10 โมงเช้า แล้วบ่าย 3 เดินทางไปสถานที่ในเมืองบังกลอร์ชื่อ Ashram


ตอนไปเห็นนึกว่า"วัดธรรมกาย"เปิดสาขาที่อินเดียแล้วซะอีก ลานตรงกลางเป็นที่ที่ Sri Sri Ravi Shankar จะมาพบกับผู้คนที่มารอถามคำถามในวันอาทิตย์ อารมณ์ประมาณ"นายกพบประชาชน"หน่อยๆ

จากที่ครูที่สอนผมเล่า(บรรยายสรรพคุณ)ให้ฟัง เฮียแก เข้าขั้นรอบรู้และเข้าใจทุกสรรพสิ่งทีเดียว คนศรัทธาเยอะมากๆ เฮียแกไปมาแล้วรอบโลก ไม่รู้กี่ประเทศ ไทยก็เคยไปนะ ลองค้นประวัติและดูจากวิดีโอแล้ว พบว่าคล้ายๆกับ มหาตมะคานธี อยู่บางอย่าง คือ พยายามเผยแพร่และสร้างสันติให้เกิดขึ้นกับทุกคนทุกที่

วันนั้นกลับมาถึงบ้านเกือบจะเที่ยงคืนได้ เหนื่อยชิบ เช้าก็ต้องตื่นไปเรียนอีก


อย่างที่บอกว่าทุกวันคล้ายๆกัน ก็เลยจะขอกล่าวถึงการบ้านหน่อย

การบ้านที่ให้มี
  • ให้เขียนชื่อเพื่อนอย่างน้อย 20 คน
  • ทำความดีกับคน 5 คนอะไรก็ได้ แม้แต่ "ชมเชย"
  • ปลูกต้นไม้อย่างน้อย 2 ต้น
  • ทำสิ่งดีๆให้กับพ่อแม่
  • หยุดเพื่อนจากการทำสิ่งไม่ดี 3 คน
  • ขอโทษและทำสิ่งดีๆให้กับคนที่เคยโกรธ เกลียด หรือผิดใจกัน 1 คน(แฟนเก่าก็ได้นะ ถ่านอาจจะคุ)
สรุปความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรม
  • โยคะ การฝึกสมาธิ
  • Listen what someone said, not only what's convenience(อย่าฟังเฉพาะสิ่งที่เราสนใจเท่านั้น อาจพลาดเรื่องสำคัญได้)
  • Happiness is right now, be in a present(อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง อยู่และมีความสุขกับปัจจุบัน)
  • Opposite values are complementary(คุณค่าของศัตรูหรือข้อเสีย คือทำให้เรารู้จักพัฒนาให้สมบูรณ์)
  • Accept people and situation as they are(ยอมรับคนอื่นและเหตุการณ์ต่างๆอย่างที่มันเป็น และปรับตัวให้ได้)
  • Don't seek intention behind the others' mistake(อย่ามัวแต่เสียเวลาจับผิดคนอื่น ทำตัวเองให้ดี จะดีกว่า)
  • Don't be a football of others' opinion(อย่าให้ความคิดคนอื่นมีผลต่อการกระทำและตัดสินใจของเรานัก)
  • ยังมีอีก แต่ลืม
หลายๆแนวคิดเรารู้อยู่แล้ว แต่ลืมหรือแกล้งทำเป็นลืมไป ไม่ยอมปฏิบัติ อันที่จริงไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนแบบนี้เลย ถ้าเราเตือนตัวเองอยู่เสมอ และทำให้เกิดผลจริงๆ แต่ความเป็นจริง เรากลับทำมันไม่เต็มที่ ไม่เต็ม 100% ทำไปครึ่งๆกลางๆก็เลิก นั่นเพราะมัวแต่หวังผล และแอบคิดว่าอาจเป็นไปไม่ได้ ผลยังไม่ทันเกิดก็ท้อซะก่อนแล้ว

เปลี่ยนซะใหม่ซิครับ ทำด้วยความมั่นใจ ว่าหากเราทำเต็ม 100% แล้วผลลัพธ์ย่อมต้องดีตาม และหากแม้จะไม่ perfect อย่างใจหวังก็จงภูมิใจที่ได้ทุ่มเทกับมันและยอมรับผลที่เกิดขึ้น ชีวิตหลายครั้งมันเหมือนจะยากแต่มันก็เพราะเราทำให้มันยาก เรามีเงื่อนไขที่จะทำหรือไม่ทำอยู่ตลอดเวลา

ตัดสินใจซะแล้วทำมันให้เต็มที่วันนี้ หากมัวแต่ลังเลอยู่ อาจพลาดโอกาสดีๆ หรืออาจจะต้องมาเสียดายที่ วันที่ยังมีแรงไม่ยอมทำ เมื่อวัยล่วงเลยไปถึง 50 แล้ว

สิ่งที่ชอบ
  • วิธีการสอน สอนโดยการปฏิบัติจริง คนทำเกิดความเข้าใจง่าย และยอมรับได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่คำบอกเล่า
  • หลายๆการบ้าน ก่อนทำรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องทำ ก้าวแรกมักรู้สึกยากเสมอ แต่เมื่อทำไปแล้วกลับพบว่า มันไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด กลับรู้สึกดีและสบายใจกว่าก่อนมาก เช่นเรื่อง ทำดีกับคนที่โกรธกัน เพื่อนสนิทบางคู่โกรธกันเป็นหลายปี จนต่างฝ่ายต่างลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าโกรธกันเรื่องอะไรก็มี
สิ่งที่ไม่ชอบ
  • เค้าให้ใบสมัครไว้กับนักเรียนคนละ 5 ใบ เพื่อ???
  • เค้าบอกให้แนะนำเพื่อนเกี่ยวกับที่เราเรียนอยู่เนี่ย แต่ห้ามบอกว่าทำอะไรบ้าง ให้เล่าความรู้สึกดีเท่านั้น
  • เค้าย้ำแล้วย้ำอีกเรื่องพาเพื่อมมาร่วมให้ได้ หากเราคุยไม่เก่ง ให้โทรหาเค้า เค้าจะคุยให้เอง
  • เค้าผลาญเวลาผมไปค่อนข้างมาก ให้ไปตรงเวลา ช้าปรับครึ่งชั่วโมงแรก 50 รูปี ครึ่งชั่วโมงถัดมา 50 รูปี เกินกว่านั้นตก หมดสิทธิเข้าเรียนต่อ แต่กลับเลิกช้ากว่าที่กำหนดประมาณ 1 ชั่วโมงทุกวัน อดเล่นเพาะกายไป ร่วม 2 สัปดาห์
  • โรคกระเพาะผมจะถามหา เพราะต้องงดอาหารก่อนเริ่มเรียน 2 ชั่วโมง(อันนี้เป็นเรื่องปรกติของการทำโยคะ ไม่ว่ากัน) และระหว่างเรียนด้วยอีก 4 ชั่วโมง(ความจริง 5 เพราะเลิกช้า) แขกกินมื้อกลางวัน บ่าย 2 กินมื้อเย็น 2-3 ทุ่ม แต่ตูกินมื้อกลางวันตอนเที่ยง มื้อเย็น 6 โมงอ่ะ แถมมื้อดึกประมาณ 4-5 ทุ่มอีก(ก็ตูเล่นเพาะกาย)
  • เค้าให้ใบสมัครไว้กับนักเรียนคนละ 5 ใบ เพื่อ......หา down-line นี่เอง -_-a
  • ตกลงนี่มันลัทธิอะไรซักอย่าง+ธุรกิจขายตรงนี่หว่า

เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะยังมีการสอบเพื่อเอาประกาศนียบัตรอีก โอ้วววว -0-


Credit&Link:
http://www.yesplus.org/
http://www.artofliving.org

รูปภาพจาก Google ล้วนๆ กล้องมือถือตูห่วย

***ท่าฝึกทุกท่า search หาจากชื่อได้เลยครับ***

Apture