Monday, September 7, 2009

7 วัน 34 ชั่วโมง กับ Yes!+ : รวบยอด

ความเดิมตอนที่แล้ว เกริ่นไว้ถึงไหนจำไม่ได้ แถมลืมบอกไปอีก link นึง Art Of Living

และนี่คือโฉมหน้าของ Sri Sri Ravi Shankar บุคคลที่เค้าเรียกกันว่า Guruji ผู้คิดค้นและก่อตั้ง Art Of Living


เข้าเรื่องดีกว่า อันที่จริงไอ้วิธีการปฏิบัติภายในชั้นเรียนนี้ เป็นความลับทางราชการขั้นสูง ไม่สามารถเผยแพร่ได้ เพราะไอ้คนจัดมันกลัวว่า ใครรู้แล้วจะไม่ยอมเสียเงินไปเข้าเรียนด้วย แต่ตูจะบอก

เรียนตั้งแต่ 27/08/09 - 02/09/09 เวลา 5pm-9pm(จริงๆแล้ว 10pm เพราะ late)

การเรียนการสอนของเค้า ว่าด้วยเรื่องของศิลปะแห่งการใช้ชีวิต(ตามชื่อเลย) กิจกรรมที่ทำเน้นการปฏิบัติให้เกิดความเข้าใจด้วยร่างกาย และให้คำอธิบายถึงเหตุและผลของกิจกรรมนั้นๆ ว่าเพื่ออะไร และได้อะไรบ้าง

วันแรก: พูดคุย นันทนาการแฝงแนวคิด Pranayama และ Sudarshan Kriya
  • ชื่อแปลก 2 ชื่อข้างบนนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสมาธิ(Meditation) และโยคะ (อ่านว่า พรา-นา-ยา-มา กับ สุ-ดา-ชาน กริ-ยา) เข้าใจว่าเป็นภาษาสันสกฤต ความหมายอย่ามาถาม ไม่อยากโชว์โง่ 555
  • Pranayama มีทั้งหมด 3 ขั้นด้วยกัน ขั้นแรกกับขั้นสองทำอย่างละ 8 ครั้ง ขั้นสามทำ 6 ครั้ง
วันที่ 2: เพิ่ม Surya namaskar และ So Hum Mantra
  • ท่าแรก ท่าไหว้พระอาทิตย์ครับ(อ่านว่า สุ-ริ-ยา นะ-มัด-สะ-การ์) น่าจะรู้จักกันดี (ฝึก 6 รอบ ขวา+ซ้าย นับเป็น 1 รอบ)
  • ท่าสอง ขอเรียกว่า โซ-ฮัม แล้วกันครับ (มัน-ตรา หมายถึงเสียงที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก) ท่านี้เล่นเอาผมประสาทสัมผัสชาไปหมดทั้งตัว โดยของผมเริ่มชาที่บริเวณดั้งจมูกก่อน แล้วถัดไปที่กลางศีรษะ แล้วก็ลามไปทั้งตัวครับ มือ 2 ข้างหงิกตะคริวกินเหมือน "กรณีหมูแดงขับรถชนรถเมล์" เลยอ่ะ หลังจากได้พักก็หลับเป็นตายครับ (ฝึก6 รอบ)(ช่วงพักมีช่วงนึง ผมหายใจขัด เหมือนจะชัก ประมาณ 5-10 วินาทีได้ นึกว่าจะตายซะแล้ว ไม่รู้คนอื่นเป็นหรือเปล่า แต่อาจารย์บอกว่าเป็นเรื่องปรกติ จะค่อยดีขึ้นเองเมื่อฝึกบ่อยๆ)
ทุกวันหลังจากนี้จะฝึกโยคะเหมือนกันหมด แต่จะเรียนหัวข้อใหม่ทุกวัน โดยที่เค้าจะให้ทำกิจกรรมก่อน แล้วค่อยสอนความรู้ที่ได้จากกิจกรรมตบท้ายทุกกิจกรรม และมีการบ้าน!!!!! ครับผม โอ้ววว

วันที่ 4 พิเศษหน่อย วันนี้วันอาทิตย์ เค้าให้ไปตั้งแต่ 10 โมงเช้า แล้วบ่าย 3 เดินทางไปสถานที่ในเมืองบังกลอร์ชื่อ Ashram


ตอนไปเห็นนึกว่า"วัดธรรมกาย"เปิดสาขาที่อินเดียแล้วซะอีก ลานตรงกลางเป็นที่ที่ Sri Sri Ravi Shankar จะมาพบกับผู้คนที่มารอถามคำถามในวันอาทิตย์ อารมณ์ประมาณ"นายกพบประชาชน"หน่อยๆ

จากที่ครูที่สอนผมเล่า(บรรยายสรรพคุณ)ให้ฟัง เฮียแก เข้าขั้นรอบรู้และเข้าใจทุกสรรพสิ่งทีเดียว คนศรัทธาเยอะมากๆ เฮียแกไปมาแล้วรอบโลก ไม่รู้กี่ประเทศ ไทยก็เคยไปนะ ลองค้นประวัติและดูจากวิดีโอแล้ว พบว่าคล้ายๆกับ มหาตมะคานธี อยู่บางอย่าง คือ พยายามเผยแพร่และสร้างสันติให้เกิดขึ้นกับทุกคนทุกที่

วันนั้นกลับมาถึงบ้านเกือบจะเที่ยงคืนได้ เหนื่อยชิบ เช้าก็ต้องตื่นไปเรียนอีก


อย่างที่บอกว่าทุกวันคล้ายๆกัน ก็เลยจะขอกล่าวถึงการบ้านหน่อย

การบ้านที่ให้มี
  • ให้เขียนชื่อเพื่อนอย่างน้อย 20 คน
  • ทำความดีกับคน 5 คนอะไรก็ได้ แม้แต่ "ชมเชย"
  • ปลูกต้นไม้อย่างน้อย 2 ต้น
  • ทำสิ่งดีๆให้กับพ่อแม่
  • หยุดเพื่อนจากการทำสิ่งไม่ดี 3 คน
  • ขอโทษและทำสิ่งดีๆให้กับคนที่เคยโกรธ เกลียด หรือผิดใจกัน 1 คน(แฟนเก่าก็ได้นะ ถ่านอาจจะคุ)
สรุปความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรม
  • โยคะ การฝึกสมาธิ
  • Listen what someone said, not only what's convenience(อย่าฟังเฉพาะสิ่งที่เราสนใจเท่านั้น อาจพลาดเรื่องสำคัญได้)
  • Happiness is right now, be in a present(อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง อยู่และมีความสุขกับปัจจุบัน)
  • Opposite values are complementary(คุณค่าของศัตรูหรือข้อเสีย คือทำให้เรารู้จักพัฒนาให้สมบูรณ์)
  • Accept people and situation as they are(ยอมรับคนอื่นและเหตุการณ์ต่างๆอย่างที่มันเป็น และปรับตัวให้ได้)
  • Don't seek intention behind the others' mistake(อย่ามัวแต่เสียเวลาจับผิดคนอื่น ทำตัวเองให้ดี จะดีกว่า)
  • Don't be a football of others' opinion(อย่าให้ความคิดคนอื่นมีผลต่อการกระทำและตัดสินใจของเรานัก)
  • ยังมีอีก แต่ลืม
หลายๆแนวคิดเรารู้อยู่แล้ว แต่ลืมหรือแกล้งทำเป็นลืมไป ไม่ยอมปฏิบัติ อันที่จริงไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนแบบนี้เลย ถ้าเราเตือนตัวเองอยู่เสมอ และทำให้เกิดผลจริงๆ แต่ความเป็นจริง เรากลับทำมันไม่เต็มที่ ไม่เต็ม 100% ทำไปครึ่งๆกลางๆก็เลิก นั่นเพราะมัวแต่หวังผล และแอบคิดว่าอาจเป็นไปไม่ได้ ผลยังไม่ทันเกิดก็ท้อซะก่อนแล้ว

เปลี่ยนซะใหม่ซิครับ ทำด้วยความมั่นใจ ว่าหากเราทำเต็ม 100% แล้วผลลัพธ์ย่อมต้องดีตาม และหากแม้จะไม่ perfect อย่างใจหวังก็จงภูมิใจที่ได้ทุ่มเทกับมันและยอมรับผลที่เกิดขึ้น ชีวิตหลายครั้งมันเหมือนจะยากแต่มันก็เพราะเราทำให้มันยาก เรามีเงื่อนไขที่จะทำหรือไม่ทำอยู่ตลอดเวลา

ตัดสินใจซะแล้วทำมันให้เต็มที่วันนี้ หากมัวแต่ลังเลอยู่ อาจพลาดโอกาสดีๆ หรืออาจจะต้องมาเสียดายที่ วันที่ยังมีแรงไม่ยอมทำ เมื่อวัยล่วงเลยไปถึง 50 แล้ว

สิ่งที่ชอบ
  • วิธีการสอน สอนโดยการปฏิบัติจริง คนทำเกิดความเข้าใจง่าย และยอมรับได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่คำบอกเล่า
  • หลายๆการบ้าน ก่อนทำรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องทำ ก้าวแรกมักรู้สึกยากเสมอ แต่เมื่อทำไปแล้วกลับพบว่า มันไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด กลับรู้สึกดีและสบายใจกว่าก่อนมาก เช่นเรื่อง ทำดีกับคนที่โกรธกัน เพื่อนสนิทบางคู่โกรธกันเป็นหลายปี จนต่างฝ่ายต่างลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าโกรธกันเรื่องอะไรก็มี
สิ่งที่ไม่ชอบ
  • เค้าให้ใบสมัครไว้กับนักเรียนคนละ 5 ใบ เพื่อ???
  • เค้าบอกให้แนะนำเพื่อนเกี่ยวกับที่เราเรียนอยู่เนี่ย แต่ห้ามบอกว่าทำอะไรบ้าง ให้เล่าความรู้สึกดีเท่านั้น
  • เค้าย้ำแล้วย้ำอีกเรื่องพาเพื่อมมาร่วมให้ได้ หากเราคุยไม่เก่ง ให้โทรหาเค้า เค้าจะคุยให้เอง
  • เค้าผลาญเวลาผมไปค่อนข้างมาก ให้ไปตรงเวลา ช้าปรับครึ่งชั่วโมงแรก 50 รูปี ครึ่งชั่วโมงถัดมา 50 รูปี เกินกว่านั้นตก หมดสิทธิเข้าเรียนต่อ แต่กลับเลิกช้ากว่าที่กำหนดประมาณ 1 ชั่วโมงทุกวัน อดเล่นเพาะกายไป ร่วม 2 สัปดาห์
  • โรคกระเพาะผมจะถามหา เพราะต้องงดอาหารก่อนเริ่มเรียน 2 ชั่วโมง(อันนี้เป็นเรื่องปรกติของการทำโยคะ ไม่ว่ากัน) และระหว่างเรียนด้วยอีก 4 ชั่วโมง(ความจริง 5 เพราะเลิกช้า) แขกกินมื้อกลางวัน บ่าย 2 กินมื้อเย็น 2-3 ทุ่ม แต่ตูกินมื้อกลางวันตอนเที่ยง มื้อเย็น 6 โมงอ่ะ แถมมื้อดึกประมาณ 4-5 ทุ่มอีก(ก็ตูเล่นเพาะกาย)
  • เค้าให้ใบสมัครไว้กับนักเรียนคนละ 5 ใบ เพื่อ......หา down-line นี่เอง -_-a
  • ตกลงนี่มันลัทธิอะไรซักอย่าง+ธุรกิจขายตรงนี่หว่า

เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะยังมีการสอบเพื่อเอาประกาศนียบัตรอีก โอ้วววว -0-


Credit&Link:
http://www.yesplus.org/
http://www.artofliving.org

รูปภาพจาก Google ล้วนๆ กล้องมือถือตูห่วย

***ท่าฝึกทุกท่า search หาจากชื่อได้เลยครับ***

No comments:

Apture