Friday, January 29, 2010

Avatar at Garuda Mall

เมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านมา หาโอกาสไปดูหนังที่อยากดูมาตั้งแต่เข้าโรง แต่ติดสอบเลยไม่ได้ไป นั่นคือ Avatar
หลังจากนั่งอ่าน preview / วิจารณ์ จากหลายๆที่ ต่างก็ลงความเห็นอย่างนึงเหมือนกันคือ ต้องโรง 3D เท่านั้น

โชคดีที่ Bangalore มีโรง 3D ที่ว่านั่น อยู่ที่ Garuda Mall ซึ่งไม่ไกลบ้านเท่าไหร่ เป็นเครือ INOX
ซื้อตั๋วได้รอบ 2:50 PM ด้วยราคา 250 รูปี ประมาณ 175 บาท ไม่รู้ที่ไทยเท่าไหร่ ไม่เคยเข้า นี่เป็นครั้งแรก
แว่นตาต้องจ่ายมัดจำเพิ่มด้านหน้าโรง 200 รูปี คืนเงินเมื่อคืนแว่นหลังเลิก

ที่นั่งในโรงถือว่าดีพอใช้ อย่าไปเทียบกับที่ไทย ลักษณะที่นั่งเป็นแถวตรงธรรมดา ไม่โค้ง ไม่สับหว่าง
ประมาณ แถวตอนลึกปิดระยะของทหาร อะไรอย่างนั้น ถ้าเจอตัวสูงๆมานั่งข้างหน้าอาจจะบังได้
ผมได้ G20 ตรงกลางโรง ฝั่งซ้าย (ซ้ายสุดมัน 22) ก็ดูเอียงๆหน่อย

หนังเริ่ม 3:00 PM........................ โอ้วแม่เจ้า อย่างเค้าว่าจริงๆ อย่างกับเราเข้าไปอยู่ในหนังเลยจริงๆ
ช่วง 5 นาทีแรกไม่ค่อยได้สนใจฟังเท่าไหร่ เพราะมัวแต่ทดสอบความแตกต่างระหว่าง ใส่แว่นกับไม่ใส่อยู่

เนื้อเรื่องไม่ขอพูดถึง แต่บอกได้ว่ารู้สึกอิ่มกับการดูหนัง หลังจากร้างไปนาน
อดคิดไม่ได้ว่าถ้าทำเป็นแบบ 2D จะได้ความรู้สึกได้แค่ไหนกัน คงไม่อิ่มเท่า 3D เป็นแน่


สรุปเลยดีกว่า ไม่ได้สรุปเรื่องตัวหนัง แต่สรุปเรื่องการดูหนังที่ India
  1. อย่างที่เคยพูดไว้ คนประเทศนี้ขาดระเบียบวินัยเป็นที่สุด แค่เข้าคิวแลกแว่นยังวุ่นวาย
  2. วัฒนธรรมการดูหนังของที่นี่ เค้าจะหยุดพัก 5-10 นาที ตอนกลางๆเรื่อง โดยไม่สนใจว่า กำลังดำเนินเรื่องถึงตอนไหน รอบที่ผมดูนี่เค้าหยุด ขณะที่ Dr. Grace กำลังเถียงกับ กองทัพ ถึงความเป็นตายของชาว Navi อยู่ .....................
  3. ฝรั่งที่ดูรอบเดียวกับผม ถึงกับอุทานออกมาว่า "WTF" ลั่นโรง
  4. ขณะพัก เค้า"ตัดแอร์"ครับ ร้อนเหี้ยมๆ เหงื่อซึมเลยทีเดียว
  5. หนัง resume ต่อจากตอนที่หยุดไว้ทันทีเมื่อได้เวลา โดยไม่มีการย้อนกลับไป แม้สักเล็กน้อย (คนดูมึงประติดประต่อเอาเองละกัน)
  6. หนังไม่มี subtitle ใดๆ ไม่ว่าจะเป็น Hindi, Kanada หรือแม้แต่ English คุยจะได้ประโยชน์อย่างสูงสุดในการดูหนัง ฝึกการฟังได้ดีมาก อันนี้ขอชมเชย
  7. เพราะบ่อยครั้งที่ ดูหนังในไทย มักเผลอไปอ่าน sub เวลาฟังไม่รู้เรื่องทุกที แล้วก็อ่านเพลินยาวไป
  8. คุณจะสามารถ หาเวลาไปดูหนังเรื่องนั้นๆ ได้นานกว่าที่ไทย เพราะจนถึงวันนี้ Avatar ก็ยังคงฉายอยู่ ณ Bangalore
  9. Popcorn กับ เครื่องดื่ม ไม่ได้กินครับ พึ่งกินข้าวไปก่อนหนังเริ่มสักพักเอง คราวหน้าจะลอง
แล้วคงได้ไปดูอีก เมื่อมีภาพยนตร์ 3D ดีๆ มายั่วน้ำลาย

ลาละ

Saturday, January 23, 2010

ของเล่นใหม่จาก verbatim

ไปอ่าน blog คนอื่นมา เห็นเค้าเล่นกัน เลยเล่นบ้าง
เล่นจนลืมดูไปว่าเลยวันแล้ว เขียน blog ไม่ทัน
หาวิธีใส่แบบ Java Script ไม่เจอ งั้นจัด link ไปแบบทื่อๆละกัน

เข้าไปสร้างของตัวเองที่นี่

แล้วก็จบทื่อๆ ไปเล่นต่อ

Friday, January 22, 2010

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง(โคตร)บ่อย

ที่ Bangalore นี่ อากาศเปลี่ยนได้ทุกวัน
หรือแม้แต่วันเดียวกันก็ยังแตกต่างได้แบบ หน้ามือเป็นหลังเท้า
เช้าหมอกลง สายแดดจัด ร้อน บ่ายเมฆครึ้ม ค่ำๆฝนตกเป็นฟ้ารั่ว
แบบนี้มีบ่อยไป อย่าไปคาดการณ์อะไรล่วงหน้า
ทำได้อย่างเดียว คือ เตรียมพร้อมอยู่เสมอ

เพราะเวลาที่ฝนตก มันมักจะตามมาด้วย ไฟดับ นานด้วยครับ
แถมคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ก็จะได้อาการป่วยแถมไปด้วย
ส่วนผมเข้ายิมส์ เพาะกายอาทิตย์ละ 3 วัน เลยไม่เป็นไร
จะป่วยก็ช่วงที่อดนอนเท่านั้น

ที่จั่วหัวไว้ว่าอย่างนั้น เพราะอากาศตอนนี้
มันหนาวขึ้นมาแบบ ไม่ทันตั้งตัวจริงๆ หนาวพอๆกับช่วงใกล้ปีใหม่เลย
แต่ปีใหม่ปีนี้ มันค่อนข้างอุ่นอ่ะ สงสัยเค้าจะชดเชยให้
วันนี้เลยต้องคว้าเสื้อกันหนาวตัวหนาสุดมาใส่กันที่เดียว

พอหนาวแล้วสิ่งที่ตามมาคือ ความขี้เกียจครับ
ผมเป็นคนติดผ้าห่มอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
พอหนาวแบบนี้ ยิ่งติดหนักเลย สรุปคือตื่นยากขึ้นไปอีก

ผมถึงเกลียดฤดูหนาว เพราะงี้แหละ
.
.
.
.
จริงๆต้องโทษตัวเองใช่มะ
OK ผมขี้เกียจเองครับ

จบ

Thursday, January 21, 2010

emails หาย เพราะ เรื่องเล็กๆที่มองข้ามไป

คงเคยใช้ Mozilla Thunderbird กันมาบ้าง
ตอนนี้ก็พัฒนามาถึง version 3.0 แล้ว
เคยใช้ครั้งแรกก็ตอน version 1.0 หลายปีมาแล้ว
กลับมาใช้ครั้งนี้ ก็เพราะหา feed/rss reader ที่เอาไว้อ่านแบบ offline ได้
ก็นึกถึงเจ้านกนี่ขึ้นมา แล้วก็จริงๆด้วย มันทำได้ครับ

ก็ใช้งานไปตามปรกติ แต่หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์
เมลใน hotmail มันก็หายเรียบครับ 1000 กว่าฉบับ
ล่ก เด่ะ ตอนแรกก็ไม่คิดถึงไอ้เจ้านกนี่เลย เพราะตอนใช้ version 1.0
มันไม่เคยไปยุ่งกับเมลใน server อ่ะ

หาไปหามาสุดท้ายก็มานั่งไล่ดู option ต่างๆ
เจอครับ ผู้ก่อการร้าย อยู่ใน Account Settings นี่เอง



ตรงที่วงแดงนั่นแหละครับ For at most xx days
ถ้าเลือกไว้ละก็หลังจาก xx วันมันจะลบ mail บน servers เราหายเรียบ


เป็นเรื่องเตือนใจได้อีกเรื่อง ว่า จงตรวจเช็ค option ต่างๆของโปรแกรมที่ใช้ให้ดี
อย่าคิดว่าค่า Default มันจะเหมาะตรงใจกับทุกคน ไม่งั้นจะมาเศร้าแบบผมนี่
จะ upload เมลคืนใส่ server ไปอ่านๆดูตาม forum ต่างๆ เห็นว่าต้องสมัครบริการบางอย่าง
จากทาง hotmail แล้วจะใช้ได้ สรุปก็คือต้องเสียเงินนั่นแหละ งั้น แช่งมั่ง ช่างแม่งครับ จบดื้อๆ

Wednesday, January 20, 2010

สอบไฟนอลระทึก ข้าศึกบุก

จากเรื่องเมื่อวานที่เขียนไป ขอย้อนหลังกลับมาเล็กน้อย ถึงช่วงสอบข้อเขียนปลายภาค
อันที่จริงมันก็สอบกันแค่เทอมละครั้งละนะ ไม่มีกลางเทอม

ข้าศึกที่ว่า มิใช่ มวลสารที่อัดแน่นในท้องปั่นป่วนแต่อย่างใด
แต่เป็นอาจารย์คุมสอบ ผู้ซึ่งกระทำการบางอย่าง ที่อาจเคลือบแผงไว้ด้วยเจตนาไม่ดี

ปรกติคนคุมสอบจะเป็นอาจารย์ของทาง college นั้นๆเอง
อาจจะมีคนคุมสอบจากภายนอก ที่เราเรียกกันง่ายๆว่า external มาสุ่มตรวจเป็นบางครั้ง

วันสอบที่ 4 จากทั้งหมด 5 วัน ข้อเขียนวิชา Computer Network
เหลือเวลาสอบอีก 10 นาที จากทั้งหมด 3 ชั่วโมงเต็ม

external กลุ่มนึง ประมาณ 4-5 คน เดินจ้ำเข้ามาจากหลังห้องอย่างรวดเร็ว ลักษณะการจู่โจมเหมือนหน่วย SWAT กระจายกำลังกันออกตรวจค้นและจับกุม
1 ในนั้น ชายผู้เดินนำหน้าสุด เข้ามาในห้องก่อนคนอื่นๆ ล่วงหน้าประมาณ 5 ก้าว เดินตรงมายังเพื่อนคนไทยคนหนึ่ง ผู้ซึ่งนั่นอยู่กลางๆห้องสอบ เหมือนติด GPS ไว้ยังไงยังงั้น

หยิบกระดาษที่เราเรียกกันว่า Hall Ticket ไปตรวจดู แล้วกล่าวออกมาว่า ทำไมไม่ sign ชื่อในใบนี้ ด้วยเสียงอันดังมาก
ทั้งห้องได้ยิน ทั้งห้องหยุดทำข้อสอบไปชั่วขณะ แต่ก็หันกลับไปเขียนกันต่อ เพราะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร รูปผู้สิบมันก็ print ลงไว้บนกระดาษนั้น

แล้วชายผู้นั้นก็เหลือบไปเห็นว่า เพื่อนคนไทยได้ทำการทด(rough work)ลงไปในกระดาษคำถามเล็กน้อย คราวนี้ก็เลยโวยวายหนักกว่าเดิม หาว่ามีเจตนาทุจริตสอบ
ขออธิบายเป็นบทสนทนา

เพื่อน : ผมขอโทษครับ ผมไม่ทราบจริงๆว่าห้ามทด เพราะหลังสอบก็ให้กระดาษคำถามกลับไปกับนักเรียนเลยทุกครั้ง
external : ถ้าจะทดให้ทดลงในด้านซ้ายของสมุดคำตอบด้านซ้ายมือ แล้วขีดกากบาททับเท่านั้น
external : แบบนี้มันมีเจตนาจะทุจริตชัดๆ
เพื่อน : เปล่านะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นเลย

external อีก 2 คนเดินมาสมทบ(รุม) และช่วยกันกดดันอย่างหนัก
เพื่อนเริ่มใจไม่ดี อีกหลายคนในห้องก็ใจไม่ดี ผมนั่งอยู่แถวหน้าสุด ฟังไม่ค่อยได้ยิน แต่ก็ใจไม่ด
**ผมรู้เรื่องทีหลังจากปากของเพื่อนคนไทย และเพื่อนคนที่นั่งใกล้ๆที่เกิดเหตุ**
external ทำการล้วงกระเป๋ากางเกง ตรวจหาหลักฐานการทุจริต(ที่พวกมันพยายามยัดเยียดให้) แต่ไม่เจออะไร

external : ยืนขึ้นเดี๋ยวนี้ ยืนขึ้น!!!
เพื่อน : <ก็จำใจยืน>
external : ออกไปจากห้องสอบ!!! ไปรอข้างนอก
เพื่อน : ผมไม่ได้ทุจริตนะครับ แต่ผมไม่ทราบจริงๆ ได้โปรดเถอะครับ(ประมาณนี้)

แล้วมันก็พาเพื่อนผม ไปหาอธิการบดี
แล้วมันก็ฟ้องอธิการบดี
แล้วมันก็ขีดฆ่าสมุดคำตอบของเพื่อน
แล้วมันก็บังคับให้เพื่อนเซ็นต์ยอมรับว่า "มีเจตนาทุจริตการสอบ"
...แน่นอน เพื่อนผมไม่เซนต์ ก็มันไม่ได้ทำอ่ะ มันเป็นคนติวผมด้วยซ้ำ วิชานี้มันพร้อมกว่าทุกคนเลย
...ส่วนไอ้คนที่ลอกคนอื่นอ่ะ เค้าไม่ต้องให้ต้นฉบับเขียนลงกระดาษคำถาม ให้เป็นหลักฐานมัดตัวหรอกครับ
...มันลอกกันจะๆ แบบหันไปดูกันเลย ชัดๆ (เรื่องลอกนี่เดี๋ยวมาเล่าปิดท้ายอีกที)
แล้วมันก็เลยเขียนเพิ่มลงไปว่า ไม่ยอมรับว่ามีเจตนาทุจริตสอบ(อ้าว...ไอ้เห้ ก็ไม่ได้ทำ จะรับทำป๊ะ..ึงเหรอ)

สรุปอธิการไม่ช่วยเหลือ หรือต่อรองอะไรทั้งสิ้น พูดชัดเจนว่า ผิดก็จัดการไป
...แน่นอนครับ เพื่อนผมผิดแน่ ฐานที่ไม่อ่านระเบียบการสอบให้ดี
...ระเบียบที่พิมพ์ไว้ด้วยหมึกสีซีดจางแทบจะมองไม่เห็น อยู่บนปกสมุดคำตอบ
...ที่ผมทราบระเบียบก็เพราะ บางวิชาที่ทำไม่ได้ มันเลยเหลือเวลามาเพ่งดูปก เพื่อฆ่าเวลา
สรุปอีกที เพื่อนผมตกวิชานั้น และหมดสิทธิ์สอบวิชาสุดท้าย
.
.
.
.
.
ต้องรอไปอีก 1 ปีเผื่อสอบใหม่
...ตกเทอมเลขคี่ ก็ซ่อมเทอมเลขคี่ (คู่ก็คู่)

จิตตกกันทุกคน



ข้อสังเกตุ
  1. external คนเดียวกันนี้ เคยพยายามจะเล่นงาน เพื่อนผู้หญิงคนไทยอีกคนนึง ในวันสอบแรก ข้อหาพกลูกอมเข้าห้องสอบ แม้ไม่ได้กิน(คือ กินก่อนสอบไปแล้ว แต่ไม่มีกระเป๋ากางเกงเก็บ)
  2. external คนนี้ ยังริบโทรศัพท์มือถือ ของเพื่อนชาว แอฟริกัน ไปในข้อหา พกพาอุปกรณ์สื่อสารเข้าห้องสอบ(ในสภาพปิดเครื่อง)
  3. การเดินมุ่งตรงมายังชาวต่างชาติ(เพื่อนผม) เป็นคนแรกของห้อง แบบติด GPS มีเจตนาอะไรหรือเปล่า
  4. เคยมีกรณีคล้ายๆกันแบบนี้ แต่สามารถจ่ายใต้โต๊ะเป็นเงินมากกว่าค่าสอบต่อ 1 วิชา แล้วผ่าน(1 วิชา = 1000 รูปี จ่ายใต้โต๊ะ 3000 - 5000)
  5. อธิการบดีรักษาหน้าตา ชื่อเสียง ของตัวเองและ college หรือไม่
  6. College ที่ผมเรียน กำลังพยายามจะแยกตัวออกจาก Bangalore University เป็นอิสระ(เปลี่ยนตัวเองเป็น University เทียบเท่า)
  • College นี้ นักเรียนเยอะ และต่างชาติเยอะ
  • BU จะเสียรายได้ต่อปีไปมาก เนื่องจากข้อแรก ที่มาจาก ค่าเทอม ค่าสอบ ค่าสอบซ่อม ค่าอื่นๆ


ถ้าจะอนุมานก็ดูเหมือนเกี่ยวเนื่องกัน แต่ไม่อยากด่วนสรุป
แต่ที่เห็นชัดๆคือ เพื่อนผิดจริงอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่ external ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ นี่คือมุมมองจากฝั่งผู้เสียหาย ที่ไม่มีเจตนาร้ายแอบแฝงแน่นอน






แถมอีกหน่อย เรื่องการโกงการสอบของชาว India
  • ไม่มีลูกเล่นมากมาย
  • หันไปดูกันแบบจะๆ
  • ถ้าอ่านไม่ออก ก็ถามออกเสียงกันเลย ดังด้วย นั่งห่างกัน 4 แถว ผมยังได้ยิน
  • ตะโกนถามกันข้ามฟากก็มี
  • อาจารย์เดินออกจากห้องไป 2 ก้าว มันก็ถามกันดังซะยังกับ อาจารย์ออกไปนอกโลกแล้ว
  • ถ้ามีโพยก็ซุกกันมาในกางเกงนั่นล่ะ
  • สอบ Lab เขียนโปรแกรม หลายคนเตรียมทุกโปรแกรมที่จะออกสอบใส่ Flash drive มาเลย
  • อาจารย์คุมสอบของ college บางคนก็เป็นใจครับ (อันนี้เป็นทุก college ใน India เพื่อนแขกทุกคนที่ผมถาม Confirm)
ถ้าถามผม ผมเคยลอกข้อสอบไหม
ขอตอบว่า "เคย" แต่เป็นการสอบซ้อมที่ไม่มีการเก็บคะแนนใดๆทั้งสิ้น ครั้งเดียว ไม่ทำอีก
ผมไม่เคยลอกในการสอบอื่นๆใดอีก และจะไม่มีวันทำ




เขียน blog วันนี้ยาวอิ๊บอ๋าย

Tuesday, January 19, 2010

โปรเจ็คนรก จะชกปากเพื่อน

เกริ่นชื่อเรื่องไว้เกินจริงไปเยอะพอควร เพราะอันที่จริงก็ไม่ถึงขั้นนั้น
แค่จวนๆ เอ้ย หงุดหงิดได้พอควร ถึงมากทีเดียว

เรื่องก็มีอยู่ว่า โปรเจ็ค 2 ตัว ที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำกัน 2 คน แล้วมีคนมาขอให้ she มาอยู่ด้วย
เราก็ดันรับปากไป เพราะอะไรจำไม่ค่อยได้ เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมหันต์
ที่คุ้นๆก็เหมือนจะเพราะว่า she จบตรีด้าน เคมี-ชีวะ มา ไม่เคย code ค่ะ

เพราะนอกจาก she จะ code ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยังไม่มีความคิดจะช่วยงานใดๆทั้งสิ้น
หากแต่มีความต้องการจะให้สอนเพียงอย่างเดียว

ฟังดูก็เหมือนจะทำนองว่า สอนฉันหน่อยสิ แล้วให้คิดไปเองว่า เมื่อเป็นแล้วจะมาช่วยงาน
แต่เปล่า กลายเป็น หายหัวไปไหนไม่ทราบได้ แล้วเจอกันที่ห้องเรียน ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่อง project
ไอ้เราก็เออวะ ช่างมัน ทำงานเองก็ดี ไม่ต้องรองานจาก she ซึ่งไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะ ช่วงที่สอน code นั้น เคยให้การบ้านไปทำโปรแกรมเล็กๆหลายๆข้อ ให้ทำมาส่ง เพื่อทดสอบความเข้าใจให้เรื่องที่สอนไป พอเจอก็บอกว่าเสร็จแล้วลืมเอามาให้ดู ผลัดไปเรื่อยๆ จนคนสอนเบื่อจะทวง เลยปล่อยไป แล้วบอกให้ไปอ่านหนังสือ เล่มนั้นเล่มนี้ บอกชื่อหนังสือให้เรียบร้อย

เวลาก็ล่วงเลยมาเรื่อยๆ she ก็ไม่ได้มาติดตามงาน เราก็รีบปั่นทั้ง 2 โปรเจ็คกับเพื่อนอีกคนในกลุ่ม
พอใกล้จะได้กำหนดส่ง เหลืออีกประมาณเดือนกว่า she ก็เริ่มโทรมา...
มาบอกว่าอธิบายโปรเจ็คให้ฟังหน่อยสิ เดี๋ยวสอบไม่ได้ -_-a
ตอนนั้นก็สอนไปรอบนึงแบบที่งานยังไม่ 100% แต่รายละเอียดของงานครบ + อธิบาย code หลักๆไปพอควร เพราะเราก็คิดว่าคงอ่านหนังสือแล้ว

แล้ว she ก็จะโทรมาแบบเดิม พูดแบบเดิมๆ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งได้ พอผมไม่ได้รับ เพราะหลับอยู่(พึ่งจะนอนได้ 2 ชมไรงี้) ก็กระหน่ำ sms มาเป็นสิบ ให้เหตุผลว่า เพื่อนคนอื่นบอก she ว่า ถ้า she ไม่รู้เรื่องโปรเจ็คเลย ตอบคำถามไม่ได้ จะตกเอานะ (อ้าว แล้วที่กรุสอนไปล่ะ)

อ่ะก็ได้ รอบ 2 จัดให้ เต็มๆ ทุกเม็ด 100%

อาทิตย์ต่อมา มันเอาอีกละ O_o

ตอนนี้มันเหลือแต่ทำ document ส่ง ซึ่งก็มากมายอีกเช่นกัน และเป็นอะไรที่ไม่ถนัดอย่างแรง ในการเขียนบรรยายเรื่องเล็กๆในการเป็นหลายหน้ากระดาษ

มันโทรมาอีกละ

เนื่องจากอดนอนมาหลายวัน ประกอบกับความเครียดเรื่องงานยังไม่เรียบร้อย แล้วโดนโทรมาเร่ง เพื่อจะให้สอนงานซ้ำอีก(code ที่เสร็จแล้วก็ให้ไปแล้วนะเฟ้ย ดูบ้างรึเปล่า) แถมยังเร่งจะเอา document อีก กลัวไม่มีส่ง(she กล่าวเช่นนั้นจริงๆ) ------------> ฟิวส์ขาดสิครับ ด่าไปหลายประโยค แม้แต่ตัวเองยังจำไม่ได้ว่าพูดไรไปบ้าง จำได้แค่ว่าไม่หยาบคาย แต่เสียงดังมากอ่ะ เพื่อนที่นั่งทำงานอยู่ด้วยกัน สดุ้งโหยง... ขอโทษนะ ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ


หลังจากงานเสร็จ(ก็หลังจากที่ด่าไป ไม่กี่ชั่วโมง) ก็ถวาย she ไปเรียบร้อย สอน she อีก 1 รอบ(ก่อนสอน she ก็ขอโทษข้าพเจ้าที่โทรมาบ่อยๆตอนเครียดๆ ผมก็ขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่ she ไป)



ตัดมาตอนสอบ
ขณะรอสอบปากเปล่าเป็นกลุ่ม she พร่ำแต่ว่า กลัวจังเลยอ่ะ กลัวจะตอบไม่ได้ ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนละครหลังข่าว เอามาฉายตอนบ่ายอีกรอบและอีกรอบ
เราก็ถามไปว่า กลัวทำไมล่ะ ก็อ่านหนังสือมาแล้วไม่ใช่เหรอ ที่บอกให้ไปอ่านน่ะ
she ตอบว่า ไม่ได้อ่านอ่าาา O_O


ตัดมาหลังสอบวิชาสุดท้าย ก็ได้มารู้จากเพื่อนอีกกลุ่มนึงว่า

she ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะ แต่ she พึ่งจะมีแฟนน่ะ และก็ไม่ใช่ใครอื่น เพื่อนผู้ชายในห้องนั่นหละ เลยไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น เพราะทุกเวลาว่าง she ก็จะมานั่งคุยกับแฟนที่ร้าน bakery แถวๆหอที่ she พักอยู่


โอ้ววววววววววววววววววว



จบเลยละกัน...แบบเจ็บๆ

Monday, January 18, 2010

ขโมยจานรับสัญญาณ internet

เรื่องขโมยต่อจากเมื่อวาน

ครั้งนี้หนักสุดขโมยของแพง ที่ว่าแพงก็ 7000 รูปี หรือประมาณ 5000 บาท

ไอ้จานที่ว่าเนี่ยมันติดตั้งไว้บนดาดฟ้าตึก ซึ่งตึกที่อาศัยอยู่เนี่ยก็มีแต่ผู้เช่าเท่านั้น เจ้าของอยู่อีกฟากของเมือง และไม่เคยช่วยเหลืออะไรได้ มาหาก็คือเก็บค่าเช่าอย่างเดียว ส่วนปากก็บอกแต่ว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ แต่ไม่เคยทำซักอย่าง

วิธีการติดตั้งของ Tataindicom ก็แสนจะ secure ใช้เพียง bolts & nuts เท่านั้นจริงๆ ไปดูตาม link ข้างล่างเลยครับ

Tata Indicom Broadband Wimax Antenna Installation Photos

แล้วบ้านของประเทศอินเดียนี้ นิยมสร้างให้มีบันไดขึ้นสู่ชั้นต่างๆรวมไปถึงดาดฟ้าไว้นอกตัวอาคาร และมักจะไม่มีลูกกรงเหล็กล้อมใดๆทั้งสิ้น(ประหยัด) เว้นแต่จะมาต่อเติมกันภายหลัง เป็นเหตุให้ใครๆก็ขึ้นตึกได้แม้ไม่ไดพักอาศัยอยู่ที่นั่นก็ตาม

พูดถึงเรื่องประหยัด คนอินเดียจะประหยัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่หลายครั้งที่ก็งงกับการประหยัดของคนที่นี่ คือ ประหยัดกับเรื่องที่จำเป็นหลายๆเรื่อง แต่ฟุ่มเฟือยกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น เทศกาล Diwali เสียเงินไปกับค่าพลุเป็นพันๆ เป็นต้น

กลับมาเรื่องเดิมต่อ ก็จะเห็นได้ว่าขโมยได้ง่ายมากๆครับ ซึ่งแรกเริ่มตอนผมทำสัญญาติด internet ในส่วนของ Terms&Conditions มันไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับเรื่องไอ้จานนี้เลย แต่อย่างว่า ไม่ว่าที่ไหน การเปลี่ยนแปลง Terms&Conditions เป็นสิทธิของบริษัทอยู่แล้ว โดยไม่ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า

และมันเพิ่งจะมาเปลี่ยนเมื่อประมาณกลางปีก่อนนี่เอง คาดว่าน่าจะเกิดเหตุการขโมยขึ้นบ่อยมาก จนบริษัทต้องเปลี่ยนแปลงตัวเงื่อนไขเพื่อปกป้องตัวเอง จากความมักง่ายของตัวเอง เพราะเท่าที่ไป search หาดูพบว่าลูกค้าจำนวนมาก ที่ถูกขโมยก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าต้องรับผิดชอบตัวจานนี้ด้วย(สัญญาเก่า)

และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลนึงที่ Tataindicom ยกเลิกระบบ Prepaid และโอน account ที่มีอยู่ทั้งหมดไปเป็น Postpaid เพื่อกันลูกค้าที่ถูกขโมยจานเนตหนี เพราะ Terms&Conditions ระบุว่าต้องจ่าย 7000 รูปีสำหรับกรณีสูญหาย หรือ เสียหาย


แล้วจะทำยังไงล่ะ

ผมก็หาจานเถื่อนดู เพราะมีคนขโมย ก็ต้องเอาไปขาย แล้วที่ไหนล่ะ
สืบๆดู ก็น่าจะมีแค่ที่ S.P. Road แหล่งค้าขาย คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกซ์ ต่างๆ แห่งใหญ่ที่สุดใน Bangalore
หลังจากเดินหาากัน 2 ชม. ถามร้านต่างๆ ก็ไม่มีร้านไหนมีขายเลย จนมาถึงร้านนึง เค้าบอกว่ามี แต่ตอนนี้ของหมด ต้องรอก่อน ให้นามบัตรมา แล้วต้องคอยโทรเช็คเอา

ไม่มีรู้ว่าไอ้ที่ของหมดนี่ คือ ของที่ขโมยเอามาขายหมดหรือยังไง ก็ต้องรอดูก่อนต่อไป แล้วจะมา update




สรุปปีนี้ อายุ 25 จะ 26 แล้วในอีก 2 เดือน ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับเรื่อง เบญเพส หรือเปล่า เพราะโดยส่วนตัวไม่เชื่อ แต่ที่สุดแล้วก็ได้ข้อเตือนใจหลายๆเรื่อง ว่า
  • อย่าประมาท
  • ล้อมคอกก่อนวัว(จานเนต)หาย
  • Terms&Conditions เปลี่ยนแปลงได้เสมอเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท

Sunday, January 17, 2010

ขโมยรองเท้าแตะ

เอาอีกซักหน่อยก่อนนอน
สั้นๆ เลยนะ

ถอดรองเท้าแตะ
วางไว้หน้าห้อง
เข้าเมืองซื้อของ
ขโมยย่องเอาไป...

ไอ้เวร รองเท้าแตะเก่าๆ ยังจะเอาของกรุไปอีก ฮือๆ

บ่นย้อนหลัง

ในที่สุดการสอบอันโหดหิน ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้(เพราะมีแต่ท่องๆๆและจำๆๆ)ก็จบไปแล้วกับเทอม 3

ปิดเทอมเสียที ก็ได้เวลากลับมาเขียนบันทึกซะหน่อย แต่วันนี้เอาพอประมาณ ไม่สั้น ไม่ยาว ก็พอ

สรุปประเดนร้อน ก่อนปิดเทอม
  • ขโมยเข้าบ้าน(ว่าไปแล้ว)
  • ขโมยรองเท้าแตะ
  • ขโมยจานรับสัญญาณ internet
  • โปรเจ็คนรก จะชกปากเพื่อน
  • เรื้อนๆกับสอบ practical
  • สอบไฟนอลระทึก ข้าศึกบุก
  • emails หาย เพราะ เรื่องเล็กๆที่มองข้ามไป
มีหัวข้อเกี่ยวกับขโมยซะ 3 เรื่องแน่ะ เดี๋ยวจะมาว่ากันพรุ่งนี้ ว่าอะไร ยังไง
วันนี้ข้อตัวไปอ่าน C# ก่อน อ่านติดพันมาตั้งแต่เมื่อวาน ไม่ได้ขยันแต่มันจำเป็น

ราตรีสวัสดิ์

Apture